เคลมดีเฟคบ้านต้องทำอย่างไร ขั้นตอนเคลมกับโครงการอย่างมืออาชีพเมื่อตรวจเจอ Defect

เคลมดีเฟคบ้านต้องทำอย่างไร

เจ้าของบ้านหลายคนถ่ายรูปรอยร้าวหรือกระเบื้องแตกส่งไลน์ให้ฝ่ายขายของโครงการ แล้วรอ ไม่มีใบรับแจ้ง ไม่มีเลขที่เคส ไม่มีกำหนดวันแก้ไข สามเดือนผ่านไปเรื่องก็เงียบ และเมื่อจะทวงถาม ฝ่ายขายก็อ้างว่าไม่เคยได้รับแจ้ง ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดเพราะโครงการตั้งใจเบี้ยว แต่เกิดเพราะ การแจ้งเคลมดีเฟคบ้านแบบไม่เป็นทางการไม่มีอะไรผูกมัดใครเลย

บทความนี้จะพาไปดูขั้นตอนเคลมดีเฟคที่ทำให้โครงการต้องรับผิดชอบจริง ตั้งแต่การบันทึกหลักฐานตอนพบปัญหา ช่องทางแจ้งที่มีผลทางกฎหมาย ระยะเวลาประกันที่เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ตามกฎหมาย ไปจนถึงขั้นตอนที่ควรทำเมื่อโครงการเพิกเฉยหรือปัดความรับผิดชอบ

Allwecheck ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจบ้านและที่ปรึกษางานก่อสร้าง ผ่านการช่วยเจ้าของบ้านเคลมดีเฟคกับโครงการมาหลายกรณี ทั้งที่จบด้วยการแก้ไขเรียบร้อยและที่ต้องยกระดับเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย ก่อนไปถึงขั้นตอน ต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรนับเป็น “ดีเฟค” ที่เรียกร้องได้จริงตามกฎหมาย

Defect บ้านคืออะไร และอะไรที่เรียกร้องได้ตามกฎหมาย

ก่อนเริ่มขั้นตอนเคลมดีเฟคบ้าน ต้องแยกให้ออกว่าสิ่งที่พบเป็นข้อบกพร่องที่โครงการต้องรับผิดชอบ หรือเป็นการเสื่อมสภาพตามปกติที่ไม่เข้าเงื่อนไข

นิยามของดีเฟคตามกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ทำให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งจะใช้ตามปกติ นี่คือหลักการพื้นฐานที่ทำให้เจ้าของบ้านเรียกร้องให้โครงการแก้ไขข้อบกพร่องได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยร้าวโครงสร้าง ระบบไฟฟ้าที่เดินผิดมาตรฐาน หรือพื้นห้องน้ำที่ระบายน้ำไม่ได้ เคลมดีเฟคบ้านที่เรียกร้องได้จริงจึงต้องเป็นปัญหาที่มีอยู่ตั้งแต่ตอนส่งมอบ หรือเป็นผลจากงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานผิดวิธีของเจ้าของบ้านเอง

ดีเฟคโครงสร้างกับดีเฟคความสวยงาม ต่างกันอย่างไร

ในการเคลมดีเฟคบ้าน ดีเฟคแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักที่ส่งผลต่อการเจรจาต่างกันมาก ดีเฟคโครงสร้าง เช่น รอยร้าวที่ทะลุผนัง คานหรือเสาที่มีรอยแตกร้าวผิดปกติ พื้นทรุดตัวไม่เท่ากัน เป็นกลุ่มที่กระทบความปลอดภัยและมูลค่าทรัพย์สินโดยตรง โครงการมักต้องส่งวิศวกรเข้ามาประเมินและแก้ไขอย่างจริงจัง ส่วนดีเฟคความสวยงาม เช่น สีทาผนังไม่เรียบ กระเบื้องรอยต่อไม่เสมอกัน เป็นกลุ่มที่แก้ไขง่ายกว่าแต่มักถูกโครงการดึงเวลาเพราะดูไม่เร่งด่วน การแยกสองกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นช่วยให้เจ้าของบ้านจัดลำดับความสำคัญในการติดตามได้ถูกต้อง ดีเฟคโครงสร้างควรถูกยกระดับความเร่งด่วนทันที ไม่ปล่อยให้อยู่ในคิวเดียวกับดีเฟคความสวยงาม

ขั้นตอนเคลมดีเฟคบ้านที่ควรทำทันทีที่พบปัญหา

ขั้นตอนเคลมดีเฟคบ้านเมื่อพบข้อบกพร่อง ตั้งแต่บันทึกปัญหา ถ่ายภาพหลักฐาน ไปจนถึงแจ้งโครงการให้แก้ไข

ลำดับขั้นตอนเคลมดีเฟคบ้านต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ทำให้การเคลมมีน้ำหนักทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่การแจ้งปากเปล่าที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

บันทึกหลักฐานทันทีที่พบ

ถ่ายภาพและวิดีโอจุดที่มีปัญหาให้เห็นตำแหน่งชัดเจน เทียบกับจุดอ้างอิงในบ้าน เช่น มุมห้องหรือเลขห้อง พร้อมบันทึกวันที่พบ หากเป็นไปได้ให้วัดขนาดของรอยร้าวหรือระยะที่ผิดปกติด้วย เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญหากต้องเทียบว่าปัญหาขยายตัวขึ้นระหว่างที่รอโครงการแก้ไข

แจ้งผ่านช่องทางที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร

การเคลมดีเฟคบ้านผ่านไลน์หรือโทรศัพท์อย่างเดียวมีน้ำหนักทางกฎหมายน้อย ควรแจ้งผ่านอีเมลหรือหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการที่ระบุวันที่ รายละเอียดปัญหา ภาพประกอบ และขอให้โครงการตอบรับพร้อมเลขที่เคสหรือเอกสารรับเรื่อง หากโครงการมีระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ ให้บันทึกภาพหน้าจอการแจ้งไว้ทุกครั้ง เพราะระบบเหล่านี้บางครั้งไม่มีประวัติย้อนหลังให้ดึงกลับมาได้

ยืนยันกำหนดเวลาแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร

หลังแจ้งเคลมดีเฟคบ้านแล้ว ต้องขอให้โครงการยืนยันวันที่จะเข้าตรวจสอบและกรอบเวลาแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่แค่คำพูดปากเปล่าว่า “เดี๋ยวจัดการให้” การมีกรอบเวลาชัดเจนทำให้เจ้าของบ้านมีจุดอ้างอิงสำหรับการทวงถาม และเป็นหลักฐานหากโครงการไม่ทำตามที่รับปาก

ตรวจสอบงานแก้ไขก่อนปิดเคส

เมื่อโครงการเข้าแก้ไขแล้ว อย่ารีบเซ็นรับทราบว่าปัญหาเรียบร้อยจนกว่าจะตรวจสอบจริงว่าแก้ไขตรงจุดและได้มาตรฐาน โดยเฉพาะดีเฟคโครงสร้างที่การแก้ผิวเผิน เช่น ฉาบปิดรอยร้าวโดยไม่แก้ที่สาเหตุ อาจทำให้ปัญหากลับมาซ้ำภายในไม่กี่เดือน หากไม่มั่นใจว่าการแก้ไขได้มาตรฐานจริงหรือไม่ การให้ตรวจบ้านซ้ำโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนปิดเคสเป็นขั้นตอนที่คุ้มค่า เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่มีอำนาจต่อรองเต็มที่ก่อนพ้นระยะประกัน

ระยะเวลารับประกันดีเฟคบ้านตามกฎหมาย

สิทธิ์เคลมดีเฟคบ้านมีกรอบเวลาที่แตกต่างกันตามลักษณะของปัญหา และเป็นเรื่องที่เจ้าของบ้านจำนวนมากไม่ทราบจนพ้นสิทธิ์ไปแล้ว พระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญาและมาตรฐานสัญญาจะซื้อจะขายที่กรมที่ดินกำหนดไว้ กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับประกันโครงสร้างอาคารไม่น้อยกว่า 5 ปี และรับประกันงานระบบและองค์ประกอบอื่น เช่น หลังคา ระบบไฟฟ้า ประปา ไม่น้อยกว่า 1-2 ปีนับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ แม้สัญญาจะซื้อจะขายของแต่ละโครงการอาจระบุระยะเวลารับประกันไว้ต่างกัน แต่ต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

จุดที่ต้องระวังคือดีเฟคโครงสร้างที่เพิ่งแสดงอาการช้า เช่น รอยร้าวที่ปรากฏในปีที่ 4 ยังอยู่ในระยะประกันหากไม่เกิน 5 ปี แต่ดีเฟคงานระบบที่พบหลังปีที่ 2 อาจพ้นระยะประกันไปแล้วตามสัญญาบางฉบับ การอ่านสัญญาจะซื้อจะขายให้ละเอียดตั้งแต่ตอนรับโอน และจดบันทึกวันหมดประกันแต่ละประเภทไว้ล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งที่ป้องกันการเสียสิทธิ์ได้ดีที่สุด

เมื่อโครงการไม่แก้ไขหรือปัดความรับผิดชอบ

ไม่ใช่ทุกกรณีที่การเคลมดีเฟคบ้านจะจบด้วยการแก้ไขตามที่ควร บางกรณีต้องยกระดับการดำเนินการ

ทวงถามอย่างเป็นระบบและกำหนดเส้นตายรอบสุดท้าย

หากพ้นกำหนดเวลาที่โครงการรับปากไว้ ให้ส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ระบุประวัติการแจ้งก่อนหน้าทั้งหมดพร้อมวันที่ และกำหนดเส้นตายรอบสุดท้ายที่ชัดเจน เอกสารชุดนี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญหากต้องเดินเรื่องต่อในขั้นถัดไป

ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากโครงการยังเพิกเฉย เจ้าของบ้านสามารถร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งมีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ หรือหากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับอาคารชุด สามารถร้องเรียนผ่านกรมที่ดินได้เช่นกัน การร้องเรียนหน่วยงานราชการมักทำให้โครงการเร่งดำเนินการเร็วขึ้น เพราะกระทบภาพลักษณ์และอาจมีผลต่อใบอนุญาตในอนาคต

ใช้รายงานตรวจสอบอิสระเป็นหลักฐาน

ในกรณีที่โครงการโต้แย้งว่าปัญหาที่นำมาเคลมดีเฟคบ้านไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน หรือพยายามอธิบายว่าเป็นการเสื่อมสภาพตามปกติ รายงานจากวิศวกรอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการจะมีน้ำหนักมากกว่าความเห็นของเจ้าของบ้านเอง รายงานที่ดีต้องระบุสาเหตุของปัญหาอย่างมีหลักวิชาการ ไม่ใช่แค่บอกว่า “มีรอยร้าว” เพราะข้อมูลระดับนี้เท่านั้นที่ใช้เจรจาต่อรองหรือเป็นหลักฐานในชั้นศาลได้จริง

ทางเลือกสุดท้ายเมื่อต้องดำเนินคดี

หากทุกช่องทางไม่ได้ผล เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ฟ้องร้องทางแพ่งเรียกให้แก้ไขความชำรุดบกพร่องหรือเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาและค่าใช้จ่าย จึงควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังพยายามเจรจาและร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วไม่เป็นผล ในกรณีที่ต้องดำเนินคดี รายงานตรวจสอบที่มีรายละเอียดครบและมีคุณสมบัติผู้ตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ จะเป็นหลักฐานหลักที่ทนายใช้ประกอบคดี

ป้องกันปัญหาดีเฟคตั้งแต่ต้นด้วยการตรวจก่อนรับมอบ

ตรวจรับมอบบ้านก่อนเข้าอยู่เพื่อป้องกันปัญหาดีเฟคและตรวจสอบความเรียบร้อยของบ้านก่อนโอนกรรมสิทธิ์

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการเคลมดีเฟคบ้านคือการพบให้ครบตั้งแต่ก่อนเซ็นรับมอบบ้าน เพราะช่วงนั้นเจ้าของบ้านมีอำนาจต่อรองสูงสุด โครงการยังไม่ได้รับเงินงวดสุดท้ายและยังต้องพึ่งการเซ็นรับมอบของเจ้าของบ้านเพื่อปิดดีล

การตรวจรับมอบที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง งานระบบ และงานสถาปัตย์ก่อนเซ็นเอกสาร ช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องเคลมดีเฟคบ้านย้อนหลังได้มาก และหากพบปัญหาตอนนั้น เจ้าของบ้านสามารถระบุเงื่อนไขในเอกสารรับมอบให้ชัดว่าจะเซ็นรับก็ต่อเมื่อแก้ไขจุดที่ระบุแล้วเท่านั้น หากยังไม่เคยผ่านขั้นตอนนี้มาก่อน บทความการตรวจรับมอบบ้านอธิบายรายละเอียดของกระบวนการนี้ไว้ครบถ้วน

บางกรณีผลตรวจรับมอบอาจไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างจากการเคลมดีเฟคหลังเซ็นรับแล้ว เพราะยังมีอำนาจต่อรองเต็มที่ก่อนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือ บทความตรวจรับบ้านไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไรต่ออธิบายขั้นตอนที่ควรทำในสถานการณ์นั้นไว้แยกต่างหาก

สรุปสิ่งที่ต้องทำต่อไปหลังจากพบปัญหา

เคลมดีเฟคบ้านที่ได้ผลต้องเริ่มจากการบันทึกหลักฐานทันทีที่พบ แจ้งผ่านช่องทางที่มีลายลักษณ์อักษร ยืนยันกำหนดเวลาแก้ไข และตรวจสอบงานแก้ไขก่อนปิดเคสทุกครั้ง เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ตามกฎหมายให้โครงการรับผิดชอบความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นดีเฟคโครงสร้างที่มีระยะประกันยาวกว่าหรือดีเฟคงานระบบที่ระยะสั้นกว่า และเมื่อโครงการเพิกเฉย การทวงถามอย่างเป็นระบบ ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือใช้รายงานตรวจสอบอิสระเป็นหลักฐาน คือขั้นตอนที่ทำให้สิทธิ์นั้นมีผลจริง


สิ่งที่ควรจำ

  • ดีเฟคที่เรียกร้องได้ต้องมีอยู่ตั้งแต่ส่งมอบหรือเป็นผลจากงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่การใช้งานผิดวิธี
  • แยกดีเฟคโครงสร้างกับดีเฟคความสวยงามตั้งแต่ต้น เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนให้ถูก
  • แจ้งผ่านช่องทางที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่พึ่งการแจ้งทางไลน์หรือโทรศัพท์อย่างเดียว
  • โครงสร้างมีระยะประกันอย่างน้อย 5 ปี งานระบบและองค์ประกอบอื่นมักสั้นกว่า อ่านสัญญาให้ละเอียด
  • อย่าเซ็นรับทราบว่าแก้ไขเรียบร้อยจนกว่าจะตรวจสอบจริงว่าแก้ตรงจุดและได้มาตรฐาน
  • หากโครงการเพิกเฉย ร้องเรียน สคบ. หรือกรมที่ดินได้ และมักเร่งการดำเนินการได้จริง
  • รายงานตรวจสอบจากวิศวกรอิสระมีน้ำหนักมากกว่าความเห็นของเจ้าของบ้านเองเมื่อต้องเจรจาหรือขึ้นศาล
  • การตรวจรับมอบให้ครบก่อนเซ็นคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่มีอำนาจต่อรองสูงสุด


    หากพบดีเฟคในบ้านหรือคอนโดที่ไม่แน่ใจว่าโครงการต้องรับผิดชอบหรือไม่ หรือกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนรับมอบและต้องการรายงานที่ใช้เจรจาได้จริง สามารถ
    นัดหมายบริการตรวจบ้านกับทีมวิศวกร Allwecheck ได้ตั้งแต่วันนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเคลมดีเฟคบ้าน

ขั้นแรกคือบันทึกหลักฐานทันทีที่พบ ถ่ายภาพและวิดีโอจุดที่มีปัญหาพร้อมวันที่ จากนั้นแจ้งโครงการผ่านช่องทางที่มีลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมลหรือระบบแจ้งซ่อมที่มีเลขที่เคส และขอให้โครงการยืนยันกำหนดเวลาแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน

โครงสร้างอาคารมีระยะประกันตามกฎหมายไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนงานระบบและองค์ประกอบอื่น เช่น หลังคา ไฟฟ้า ประปา มีระยะประกันไม่น้อยกว่า 1-2 ปีนับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายบางฉบับอาจให้ระยะเวลานานกว่านี้ จึงควรอ่านสัญญาให้ละเอียด

ให้ส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการพร้อมกำหนดเส้นตายชัดเจน หากยังเพิกเฉย สามารถร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือกรมที่ดินได้ และหากยังไม่เป็นผล ทางเลือกสุดท้ายคือการฟ้องร้องทางแพ่ง

ไม่จำเป็นต้องจ้างทุกกรณี แต่แนะนำอย่างยิ่งเมื่อพบดีเฟคโครงสร้างที่ไม่แน่ใจสาเหตุ หรือเมื่อโครงการโต้แย้งว่าปัญหาไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน รายงานจากวิศวกรอิสระที่ระบุสาเหตุอย่างมีหลักวิชาการมีน้ำหนักมากกว่าความเห็นของเจ้าของบ้านเองอย่างมากเมื่อต้องเจรจาหรือใช้เป็นหลักฐาน

โดยทั่วไปสิทธิ์ตามสัญญาประกันจะสิ้นสุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด แต่หากพิสูจน์ได้ว่าปัญหานั้นมีอยู่ตั้งแต่ก่อนพ้นระยะประกันเพียงแต่เพิ่งแสดงอาการชัดเจน หรือเป็นความชำรุดบกพร่องร้ายแรงที่กระทบความปลอดภัยของโครงสร้าง ยังมีช่องทางเรียกร้องตามหลักกฎหมายทั่วไปได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายควบคู่กับวิศวกรที่ประเมินสาเหตุ

Share:

บทความที่เกี่ยวข้อง: